นักสืบผู้หญิง ผู้ช่วยไขปริศนาที่ดี

นักสืบผู้หญิง ผู้ช่วยไขปริศนาที่ดี

นักสืบผู้หญิง หากพูดถึงอาชีพนักสืบ ก็คงจะต้องนึกกันว่าเป็นอาชีพของผู้ชาย แต่ในปัจจุบัน มีนักสืบหญิง ที่สามารถแก้ปมคดีต่างๆ ได้มากขึ้น การศึกษาเมื่อไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่า 15 เปอร์เซนต์ของนักสืบเอกชนทั้งหมดในสหรัฐเป็นผู้หญิง สุขภาพร่างกายกับงานนักสืบ

คุณยายโจน บีช เจ้าของบริษัทนักสืบเอกชน เป็นอดีตเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ เธอไม่ได้มีน่าตาท่าทาง เหมือนกับบรรดานักสืบในภาพยนต์ แต่ถึงกระนั้นคุณโจนบอกว่าเธอไม่ได้รู้สึกแตกต่างอะไรจากพวก นักสืบชายเลย

คุณโจนบอกว่า พวกนักสืบเอกชนชายมักมีนิสัยชอบลองอะไรใหม่ๆ เป็นนักเสี่ยงภัย และมีความ มั่นใจสูง ส่วนตัวเธอเองก็เป็นนักเสี่ยงภัยเช่นเดียวกัน เธอมองว่าการสืบสวนสอบสวนเป็นปริศนาอย่าง หนึ่งที่ให้เธอสามารถนำมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ในการแก้ปมคดีต่างๆ ได้

ปัจจุบันสตรีที่เป็นผู้ร่วมเจตนารมณ์กับคุณโจน บีช ในการไขความลับต่างๆ กำลังมีจำนวน เพิ่มมากขึ้น

คุณมิเชล แพลต ซึ่งมีคุณพ่อเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ CIA ก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเจตนารมณ์นั้น คุณมิเชล ทำอาชีพสายลับ จึงขอที่จะให้เสียงอย่างเดียว แต่ไม่ยอมถ่ายรูปในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

คุณมิเชล แพลตบอกว่าเธอเกิดมาพร้อมๆ กับการมีสายเลือดนักสืบอยู่ในตัว เพราะเธอมัก จะเข้าไปพัวพันกับเรื่องลี้ลับ และมักจะเป็นผู้ที่แก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วอยู่เสมอ

คุณบิล สโตลแลน ประธานสมาคมนักสืบเอกชนแห่งเวอร์จิเนียร์ หรือ PIAVA กล่าวว่า การเป็นนักสืบเอกชนนั้น เป็นงานที่สร้างความน่าพอใจและให้ผลตอบแทนดีด้วย ทั้งยังเป็น ที่ดึงดูดใจสำหรับทั้งหญิงและชาย นอกจากนี้แล้วงานนักสืบยังเป็นงานที่สนุกไม่น่าเบื่อเพราะ ต้องติดต่อกับผู้คน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นไปตามเป้าหมาย

คุณมิเชล แพลต ซึ่งเป็นนักสืบเอกชนกล่าวว่า ศาสตร์ของการเป็นนักสืบที่ดีก็คือ ต้องอาศัยการ รวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะจากการติดตาม สังเกตุ และสะกดรอย การสามารถแยกแยะความมีอคติ ความคิดเห็น และความรู้สึกของตนออกจากงานที่ทำอยู่ และสามารถประเมินสถานการณ์ บุคคล สภาพแวดล้อม และเข้าไปให้ถึงแก่นแท้ของเรื่องที่เกิดขึ้น เขาคิดว่าผู้หญิงดูจะมีพรสวรรค์ในเรื่อง นี้เป็นพิเศษ

งานสืบสวนหรือหน้าที่สายลับอาจเป็นงานที่เสี่ยงอันตราย สำหรับทั้งหญิงและชาย แต่คุณมิเชล แพลตบอกว่า จำเป็นต้องเสี่ยง เพราะถ้าไม่เสี่ยงก็จะไม่ได้ข้อมูลที่กำลังตามหา และไม่สามารถเข้า ถึงผู้ที่กำลังติด ตามอยู่ได้

ส่วนใหญ่ในหนังหรือภาพยนต์สายลับ หญิงที่ใช้เสน่ห์ยั่วชาย มักจะถูกนำไปขึ้นศาลในตอนท้าย แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง มีผู้หญิงจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เข้ามาสนใจงานด้านการสืบสวน หรือการเป็นนักสืบนี้ เพื่อให้แน่ใจว่า จะมีหลักฐานข้อมูลอยู่เพียงพอที่จะปรักปรำ และเอาโทษกับ ผู้ที่กระทำความผิด

นักสืบผู้หญิง กับชายแตกต่างกันอย่างไร​

นักสืบผู้หญิง กับชายแตกต่างกันอย่างไร​

      • อันดับแรกผู้หญิงกับผู้ชายรูปร่างแตกต่างกันอยู่แล้ว
      • อันดับสองคือการคล่องตัว ผู้หญิงอาจจะไม่คล่องตัว แต่ว่าผู้หญิงอาจจะได้เปรียบในการทำงานในด้านสืบสวน ไม่ค่อยจะมีใครคิดว่าจะมีนักสืบหญิง
      • งานสืบสวนจะมีการเสี่ยง คือ เสี่ยงลูกปืน เสี่ยงอาจจะถูกทำร้ายร่างกายต่าง ๆ การเข้าถึงตัวเป้าหมายที่เราจะสืบและไม่มีใครสงสัยอะไรต่างๆ การติดต่อ การลวง การขอข้อมูลหรือการวางสายต่างๆ ถ้าเราไปขอความร่วมมือ ถ้านักสืบผู้หญิงถาม จะได้ข้อมูลมากกว่านักสีบผู้ชาย ผู้ชายบางครั้งเราจะไม่รู้จักกับใครเลย เช่น คนแปลกหน้า คนแปลกหน้าบางครั้งจะไม่วางใจใครอยู่แล้ว เวลาถามจะไม่ได้ข้อมูล ผู้หญิงจะเก็บได้ดีกว่าชาย
      • แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว การจะหานักสืบหญิงมาทำงานจะเป็นเรื่องยาก
      • เป็นงานที่เสี่ยงทางบ้านไม่ให้ทำบ้าง กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ขับรถก็ต้องขับเร็ว และต้องถือกล้องถ่ายรูปด้วย
      • บางครั้งเข้าไปในโรงแรมม่านรูดในสถานที่ที่ไม่ควรเข้า เช่น เข้าไปโรงแรมหรือสถานที่ที่ไม่เหมาะสม บางครั้งที่อาบ อบ นวด บางครั้งก็ต้องปลอมตัวมันมีโอกาสเสี่ยง เพราะฉะนั้นจึงทำให้หานักสืบผู้หญิงได้ยาก

ส่วนใหญ่ผู้ว่าจ้างเป็นใคร หญิงหรือชาย

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย บอกได้เลยว่า พอ ๆ กัน เข้าตำราว่า “หญิงก็ร้าย ชายก็เลว” เรื่องหญิงหรือชายต้องการสืบว่าผัว หรือเมีย ไปมีชู้ มีเมียน้อย มีผัวใหม่ หญิงร้ายชายก็เลว บางคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับกรรมการ เป็นผู้อำนวยการ แต่การหาผัว หาเมีย ก็หาที่ทำงาน เป็นระดับพนักงาน เลขา เจ้านายลูกน้อง เพื่อนฝูงบ้าง ยิ่งสมัยนี้นุ่งสายเดี่ยว ความอาย ความหน้าด้านพอ ๆ กัน การมีเพศสัมพันธ์บางแห่ง เอาไปเอามาหลับนอนในที่ทำงานก็มี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผัวเมีย หมดเท่าไหร่ก็ยอม

การเตรียมตัวจ้างสืบ

เมื่อท่านเกิดข้อสงสัยหรือต้องการรู้เรื่องอะไร ท่านควรทำตัวเป็นนักสืบก่อนที่จะ มาหาเราตัวอย่างเช่น ท่านต้องการรู้ว่าคนใกล้ชิดของท่านจะคิดนอกใจท่านหรือไม่ ? ท่านต้องคอยสังเกตว่าพฤติกรรมการกลับบ้านผิดเวลาหรือไม่ ? โทรศัพท์มีสายเข้าเดินหนีหรือเปิดเสียงสั่นหรือไม่ ? หมั่นตรวจสอบหมายเลขไมล์รถยนต์ว่าวันหนึ่งวิ่งใกล้ไกลอย่างไร ? และ อื่นๆ

เมื่อท่านเป็นนักสืบได้ข้อมูลใดแล้ว ท่านไม่ควรทำตัวเป็นพนักงานสอบสวนเสียเอง ก่อนที่จะมาปรึกษาเรา กล่าวคือเมื่อทราบอะไรเห็นอะไรแล้วหากท่านไม่มั่นใจ ท่านไม่ควรเซ้าซี้คาดคั้นเอาจากเป้าหมายก่อน ไม่ควรโทรไปถามเจ้าของเบอร์ ที่สงสัยก่อนก่อนที่จะมาหาเราเพราะจะทำให้เป้าหมาย ไหวตัวก่อนจะทำให้การ ทำงานของนักสืบยากขึ้น หากท่านทำได้เช่นนี้แล้วงานของท่านจะจบได้ง่ายมากขึ้น

กลัวความลับรั่วไหล ?

หลายท่านที่มาพบเรากลัวว่าความลับตนเองจะเปิดเผย จึงแก้ปัญหาโดยไม่บอก ความจริงแต่ได้ตั้งเรื่องขึ้นมาอ้างกับนักสืบ โดยพลางความจริงไว้เช่นว่า ของเพื่อนบ้าง ของญาติบ้าง แบบนี้จะไม่เป็นผลดีกับท่านเลย เพราะจะทำให้การเก็บข้อมูลของนักสืบ ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ท่านจะต้องบอกความจริง  ที่จำเป็นกับงาน จะทำให้เราเข้าใจปัญหา และสืบหาสิ่งที่ท่านต้องการได้โดยง่าย ท่านไม่ต้องกลัวความลับรั่วไหลเพราะ เรามีวิธีการป้องกันไห้ท่านไว้แล้ว หรือท่านสามารถจ้างได้โดยไม่ต้องแสดงตัวก็ได้​

กลัวถูกหลอก ?

การที่จะจ้างนักสืบท่านควรจะไปดูที่ทำการของบริษัทหรือสำนักงานนั้นๆ แล้วแต่กรณี หากท่านไม่มีเวลาไปดูท่านก็ควรจะเลือกนักสืบที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจะดีกว่า เราอยู่วงการนี้มานานก็ไม่เห็นว่าที่ใดเปิดขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเลยแต่ที่เกิดปัญหากัน คงเป็นเพราะข้อตกลงระหว่างกันเบื้องต้นก่อนจ้างไม่ชัดเจนและความยากง่ายของ แต่ละงานไม่เท่ากันฝ่ายนักสืบไม่สอบถามข้อมูลให้ละเอียดก่อนตกลงรับจ้าง หรือฝ่ายผู้ว่าจ้างเกี่ยงเรื่องค่าจ้างมากอยากได้ที่ถูกมาก ครั้นเมื่อนักสืบไปทำงาน แล้วค่าใช้จ่ายไม่พอหรือพูดอีกนัยหนึ่งเสมือนผู้รับเหมางานคำนวณราคางาน ผิดพลาดอาจเกิดปัญหาได้ แต่สำหรับของเราแล้วจะไม่มีปัญหานี้เพราะเราจะทำ ข้อตกลงให้เข้าใจได้ง่ายและหากรับงานแล้วก็จะแก้ปัญหาให้จนเสร็จงานตามข้อตกลง หรือเกิดข้อขัดข้องก็ร่วมกันแก้ไขให้แก่ท่านเพราะเราถือว่าท่านได้ให้เกียรติเรา แล้วท่านเป็นคนพิเศษเสมอ

นักสืบผู้หญิง ผู้ช่วยไขปริศนาที่ดี

นักสืบผู้หญิง

หากลองให้พูดถึงนักสืบหญิงในนิยายออกมาสักชื่อ ก็คงจะพอมีคนนึกออกบ้าง แต่ถ้าเป็นสาว ๆ ในแวดวงการสืบสวนในชีวิตจริงบ้างล่ะ? คำถามนี้คงมีคนคิดหนัก เพราะนึกไม่ค่อยออก โดยเฉพาะเมื่อสาว ๆ เหล่านั้นไม่ได้มีบทบาทอยู่บนแผ่นฟิล์มหรือนิยายที่เขียนขึ้นจากชีวิตจริง บางคนอาจนึกถึงสายลับสาวเจ้าเสน่ห์อย่างมาตาฮารี แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักนักสืบคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการและทำงานอยู่ในหน่วยงานของรัฐอย่าง เคท วาร์น (Kate Warne, 1833-1868) นักสืบหญิงของสำนักงานนักสืบพิงเคอร์ตัน และเคยทำหน้าที่สำคัญอย่างการคุ้มครองประธานาธิบดีสหรัฐที่มีคนรู้จักมากที่สุดอย่างอับราฮัม ลินคอล์นมาแล้ว

สำนักงานนักสืบพิงเคอร์ตัน (Pinkerton Detective Agency) เป็นสำนักงานนักสืบเอกชนที่รับทำงานสืบสวนและคุ้มครองบุคคลที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1950 โดยอัลแลน พิงเคอร์ตัน (Allan Pinkerton) ชายเชื้อสายสก็อต นักสืบที่ทำงานทั้งหมดในเวลานั้นเป็นผู้ชาย แต่จุดเปลี่ยนของสำนักงานนักสืบที่ชิคาโกก็มาถึงในปี 1956 เมื่อเคท วาร์นม่ายสาววัย 23 ปีก้าวเข้ามาในสำนักงาน เธอไม่ได้มาด้วยเรื่องคดีของตัวเอง ไม่ได้มาสมัครทำงานธุรการ แต่เธอมาสมัครเป็นนักสืบตามที่พิงเคอร์ตันลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เอาไว้

ในนิยายหรือภาพยนตร์ นักสืบสาวส่วนมากมักมีรูปร่างหน้าตาดึงดูดใจ แต่สำหรับเคทแล้ว เธอจัดเป็นผู้หญิงหน้าตาธรรมดา เรียกไม่ได้ว่าสะสวยอะไร แต่สิ่งที่พิงเคอร์ตันมองเห็นในตัวเธอและได้เขียนเอาไว้ในหนังสือ The Spy of the Rebellion (1883) คือ ความฉลาด ความเชื่อมั่น และใบหน้าที่ดูซื่อตรงจนคนที่พูดคุยด้วยอาจเผลอบอกความลับของตัวเองออกมา

เมื่อแรกที่รู้ว่าเธอไม่ได้มาสมัครเป็นเลขานุการแต่มาเป็นนักสืบ พิงเคอร์ตันออกปากกับเธอว่า ไม่เคยมีธรรมเนียมในการรับผู้หญิงมาเป็นนักสืบมาก่อน แต่เคทบอกเขาว่า ผู้หญิงมีประโยชน์ในการเจาะเขาข้อมูลเชิงลึกที่นักสืบชายไม่สามารถทำได้ด้วยการตีสนิทกับภรรยาหรือเพื่อนหญิงของเป้าหมาย นอกจากนี้ ผู้ชายมักชอบคุยอวดกับผู้หญิง เธอจึงกระตุ้นให้พวกเขาคายข้อมูลออกมาได้ ยิ่งกว่านั้น ผู้หญิงยังมีความละเอียดและเป็นนักสังเกตการณ์ที่ดีด้วย จากเหตุผลที่เธอแสดงให้เห็น พิงเคอร์ตันจึงตัดสินใจรับเธอเข้าทำงาน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นนักสืบเอกชนหญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ และเป็นการปฏิวัติธรรมเนียมการรับนักสืบซึ่งเดิมทีรับแต่นักสืบชายเลยก็ว่าได้

หลังจากอัลลัน พิงเคอร์ตันรับเคท วาร์นเข้าทำงานในฐานะนักสืบ เธอได้พิสูจน์ให้เห็นหลายครั้งว่า สิ่งที่เธอพูดกับเขาในวันแรกที่มาสมัครงานนั้นถูกต้อง จากแฟ้มคดีของสำนักงานนักสืบพิงเคอร์ตันเท่าที่เหลือรอดจากเหตุอัคคีภัยครั้งใหญ่ของชิคาโกมาได้และได้รับการเก็บรักษาไว้ในหอสมุดของสภาคองเกรส พิงเคอร์ตันบันทึกคดีที่เคทเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยไว้หลายคดี

เคทเคยปลอมเป็นหมอดูเพื่อหลอกล่อให้เป้าหมายเปิดเผยความลับว่าเป็นคนวางยาฆ่าญาติของตนเองเพื่อหวังมรดก เคยสืบหาตัวคนร้ายลักทรัพย์ห้าหมื่นดอลลาร์ในคดีอดัมเอ็กซ์เพรส (Adam Express) ด้วยการตีสนิทกับภรรยาคนร้าย ได้เงินคืนมาสามหมื่นดอลลาร์และทำให้คนร้ายยอมมอบตัวในที่สุด และยังมีส่วนร่วมในการคุ้มครองอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่สิบหกของสหรัฐอเมริกาจากการลอบสังหารที่บัลติมอร์ ซึ่งกรณีดังกล่าวถือเป็นกรณีสำคัญมากครั้งหนึ่งในชีวิตนักสืบหญิงของเธอ

ในกรณีการวางแผนสังหารอับราฮัม ลินคอล์นที่บัลติมอร์ (The Baltimore Plot) ในปี 1961 สำนักงานนักสืบพิงเคอร์ตันได้รับการว่าจ้างให้คุ้มกันลินคอล์นซึ่งได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ (President-elect) ทีมของพิงเคอร์ตันได้สืบหาข่าวการปองร้ายและได้ข้อมูลมาว่าอาจมีการลอบสังหารลินคอล์นระหว่างเดินทางไปรัฐแมรี่แลนด์ พิงเคอร์ตันจึงจัดทีมคุ้มครองร่วมเดินทางไปบัลติมอร์กับว่าที่ประธานาธิบดีด้วย โดยเคท วาร์นเป็นหนึ่งในทีมนั้น

เคทซึ่งมีพื้นเพเป็นชาวนิวยอร์กได้ปลอมตัวเป็นสาวสังคมชาวใต้และพูดด้วยสำเนียงหนัก ๆ แบบคนทางใต้ ซึ่งในเวลานั้นเป็นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการเลิกทาสของลินคอล์น และระหว่างการสังสรรค์บนรถไฟ ผู้โดยสารคนหนึ่งก็บอกกับเธอว่า เขาเตรียมจะลอบสังหารลินคอล์นระหว่างเดินทางไปยังกรุงวอชิงตันดีซี โดยเมื่อถึงบัลติมอร์ นักลอบสังหารที่เตรียมไว้ส่วนหนึ่งจะดึงความสนใจจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอีกส่วนหนึ่งอาศัยช่วงชุลมุนเข้าถึงตัวลินคอล์น เคทนำข่าวที่ได้รับมาแจ้งแก่พิงเคอร์ตัน หัวหน้าสำนักงานนักสืบจึงวางแผนให้ลินคอล์นปลอมตัวเป็นชายพิการในความดูแลของน้องสาว คือ เคท วาร์น และย้ายจากตู้โดยสารเดิมไปอยู่ท้ายขบวน และตลอดเวลาของการเดินทางนั้นเคทเฝ้าสังเกตการณ์และระวังความปลอดภัยให้ลินคอล์นโดยไม่นอนเลย จนกระทั่งถึงวอชิงตันดีซี อับราฮัม ลินคอล์นก็สามารถเข้าพิธีสาบานตัวเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่สิบหกได้อย่างปลอดภัย

ผลงานของเคท วาร์นทำให้เธอได้รับความไว้วางใจจากพิงเคอร์ตันและได้รับงานสำคัญอีกหลายครั้ง และความสำเร็จครั้งสำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่งของเธอก็คือ การได้เป็นหัวหน้าแผนกนักสืบหญิงของสำนักงานพิงเคอร์ตัน ซึ่งเป็นแผนกที่เขาตัดสินใจก่อตั้งขึ้นใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า ในบรรดานักสืบหญิงที่ทำงานอยู่ เคท วาร์นไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลย แม้จะมีความก้าวหน้าในงานของตนเองสูงสุด แต่น่าเสียดายที่เคทเสียชีวิตตั้งแต่อายุน้อย คือ 38 ปี จากโรคปอดบวม ถ้าเธอมีชีวิตอยู่นานกว่านั้นอีกสักหน่อย ก็คงสร้างผลงานที่น่าประทับใจในฐานะนักสืบหญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกาได้อีกมากมายทีเดียว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *